ขายดี แต่ไม่มีเงิน !

คนเริ่มต้นทำธุรกิจในบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน จึงมักรู้สึกว่าเงินตัวเองกับเงินที่ใช้ในธุรกิจก็คือเงินก้อนเดียวกัน เมื่อทำธุรกิจได้เงินมาก็หยิบเอาเงินนั้นไปใช้จ่ายส่วนตัว ไม่จริงจังกับการแยกเงินส่วนตัวกับเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจ เพราะคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่รู้หรือไม่ว่ามีธุรกิจที่เจ๊งเพราะใช้เงินปนกันแบบนี้มานักต่อนักแล้ว เคยมีรุ่นน้องคนหนึ่งบ่นให้ฟังว่า ทำธุรกิจยอดขายดีมาก แต่กลับรู้สึกว่ากำไรลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่พยายามลดต้นทุนแล้ว แต่น้องคนนี้ลืมไปว่าเงินที่หยิบไปจ่ายค่าเทอมลูก ไปเที่ยวต่างประเทศ นั่นแหละคือต้นทุนส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเลย แต่ธุรกิจกลับต้องแบกภาระเอาไว้ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งการเงินติดขัด ครั้นจะเอาเงินส่วนตัวมาเติมเพื่อแก้ปัญหาก็ทำไม่ได้ เพราะกระเป๋าเงินมันไม่ได้แยกจากกัน เงินธุรกิจหมด เงินส่วนตัวจึงไม่มีเหลือ จากปัญหาเงินติดขัดเล็กน้อยจึงลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โต ถึงขั้นเลิกกิจการไปเลย ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหานี้ป้องกันได้ไม่ยากเลย เพียงแยกเงินที่ได้จากธุรกิจออกเป็นส่วนๆ ตามนี้เลย

•  ส่วนที่ 1  สำหรับใช้ในธุรกิจเท่านั้น เช่น สำหรับการซื้อวัตถุดิบในครั้งต่อไป ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำไฟ ต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของเราจะมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ
• ส่วนที่ 2  เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าใช้จ่ายประจำวันในครอบครัว ค่าเทอมลูก ค่าเดินทางท่องเที่ยว หรือค่าใช้จ่ายอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
• ส่วนที่ 3  ถ้ายังมีเงินเหลือ ควรเก็บเป็นเงินออม สำรองไว้เผื่อธุรกิจเกิดปัญหาติดขัดจะได้นำมาใช้ หรือเกิดเหตฉุกเฉินส่วนตัวเงินส่วนนี้จะช่วยได้ หรือต่อยอดธุรกิจของเราก็ได้

ตอนนี้เพื่อนๆ คงเห็นอันตรายของการใช้เงินปนกันแล้ว อย่าลืมนะว่า เงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจควรนำไปใช้ในธุรกิจ เงินส่วนตัวก็เอาไว้ใช้ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว หากมีเหลือก็เอาไว้เป็นเงินออมซึ่งอาจนำไปลงทุนต่อยอดธุรกิจได้